อีเมล์ : 
รหัสผ่าน : 


   

   

   

   

   

   
  
  

 
 
พ่อท่านจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ

 

หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งเฟื้อ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

(จากเอกสารหนังสือพระเครื่องลานโพธิ์ คัดลอกมาลงเพื่อการศึกษาเท่านั้น)

 

ประวัติวัดทุ่งเฟื้อ

วัดทุ่งเฟื้อ  ตั้งอยู่ที่หมู่  5 ตำบลสวนหลวง อำเภอเชียรใหญ่

  จังหวัดนครศรีธรรมราช  สันนิฐานว่าคงสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

 วัดนี้เคยมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่มาก  เหตุเพราะอยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่ ต่อมาได้รกร้างลงไปนับเกือบร้อยปีเลยทีเดียว  ทำให้วัดมีสภาพเป็นป่ารกชัฏ  เป็นที่อาศัยของสิงสาราสัตย์

ต่อมาภายหลังได้มีหลวงพ่อตุกติกเดินธุดงค์มาและได้ปักกลดอยู่ที่นี้ท่านได้ทำการพัฒนาวัดโดยถากถางป่าบริเวณอุโบสถ

 พร้อมกับสร้างกุฏิอาศัยท่านอาศัยอยู่ประจำพรรษาจนกระทั้งมรณภาพ  วัดทุ่งเฟื้อ  จึงสร้างพระอยู่อาศัยอีกครั้งหนึ่ง  กระทั้งชาวบ้านได้ร่วมกันไปนิมนต์หลวงพ่อคง 

 มาจากวัดพัทธสีมา  อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช  นี่เอง  ให้มาปกครองวัด  อันหลวงพ่อคงรูปนี้ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระอุปัชฌาย์ชูเฒ่าบทไป  ทำให้วัดต้องร้างลงไปอีกครั้ง

กระทั้งถึงปี  พ.ศ.2491  ก็ได้มีพระภิกษุรูปร่างสูงใหญ่  ผิวดำคล้ำเดินธุดงค์มาปักกลด  ด้วยเห็นว่าสถานที่นี้เหมาะแก่การบำเพ็ญวิปัสนากรรมฐานยิ่งนัก 

 ด้วยปฏิปทาจริยวัตรของท่าน   ทำให้เป็นที่ร่ำลือเกิดความเสื่อมใสแก่ชาวบ้านยิ่งนัก  ต่างพร้อมใจกราบขอร้องท่านให้อยู่ประจำที่วัดทุ่งเฟื้อ  และท่านก็ได้ตกปากรับคำชาวบ้านโดยแท้  เพระต่อมาชาวบ้านต่างได้ประจักษ์ถึงความมีอาคมตลอดถึงอภินิหารของท่านกันอย่างถ้วนทั่วสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่  และมรณภาพไปแล้วก็ตาม พระภิกษุรูปนั้นคือ   หลวงปู่จันทร์  สุเมโธ   นั่นเอง

 

เทพเจ้าแห่งเชียรใหญ่

 

หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ  มีชื่อเดิมว่า  นายจันทร์  นามสกุล ทองแก้ว เป็นชาวบ้านวัดลาแก้ว  อำเภอหัวไทร  จังหวัดนครศรีธรรมราช  เกิดวันที่18 พฤษภาคม  พ.ศ.2443 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด บิดามารดาชื่อนายเขียว และนางพุดแก้ว ทองแก้ว หลวงปู่เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 4 คน ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพทำน าและทำสวนเป็นหลัก

หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งเฟื้อ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

 

ชีวิตในเยาว์วัยของหลวงปู่  เล่ากันว่าท่านเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายจึงทำให้เป็นที่รักใคร่ของบิดามารดามาตลอดถึงญาติพี่น้องยิ่งนัก  พ่อท่านอายุได้ 9 ขวบ  บิดามารดาได้พาไปฝากเรียนหนังสือที่วัดหลาแก้วกับท่านพระครูสังฆรักษ์  เจ้าอาวาสวัดหลาแก้วสมัยนั้น ท่านได้เล่าเรียน กอ ขอ นอโม 

และอักษรขอมทั้งวิ๙คิดเลขได้อย่างคล่องแคล้วชำนาญแล้ว จึงได้ออกมาอยู่บ้านช่วยบิดามารดาทำนาทำสวนแต่ท่านก็หาได้ละทิ้งวิชาที่ได้เล่าเรียนมาแต่อย่างใดไม่ 

 เมื่อว่างจากงานบ้านแล้ว  มักจะเข้าไปที่วัดหลาแก้วเป็นประจำเพื่อศึกษาทบทวนตำรับตำราและยังศึกษาวิชาไสยศาตร์และวิชาพิชัยสงคราม  ซึ่งหลวงปู่จะสนใจเป็นพิเศษ พร้อมนั้นท่านก็ได้พยายามเรียนอักษรขอม  หัดเขียนอักขระขอมและสูตรเลขลงยันต์  ซึ่งฝึกหัดกับท่านพระครูสังฆรักษ์เสียเป็นส่วนใหญ่

 

สู่ร่มกาสาวพัสตร์

พออายุท่านได้  20 ปีบริบูรณ์ก็ได้อูปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหลาแก้วโดยมี พระครูพนัง  ศรีวิสุทิพุทธิภัคดีเป็นพระอุปัชฌาย์  พระอาจารย์แห่งวัดหลาแก้ว  เป็นพระกรรมมาจาจารย์ได้รับนามชายาว่า “สุเมโธ”  เมื่อบวชแล้วท่านได้จำพรรษาที่วัดหลาแก้วนี้เอง อยู่รับใช้ปรนนิบัติวัฏฐานพระครูสังฆรักษ์ผู้เป็นอาจารย์ 

 พร้อมได้ศึกษาในด้านคันถธุระ  ศึกษาพระธรรมวินัย  จากตารางท่องบนได้เป็นเลิศและได้เรียนนักธรรมจนสอบนักธรรมชั้นตรีได้  จากนั้นท่านจึงได้ดินทางเข้าเมืองนครศรีธรรมราช  ทำให้ท่านได้พบกับพระที่มาศึกษาเล่าเรียนจากต่างถิ่นมีอยู่องค์หนึ่งชื่อ “พระปั่น”  มาจากวัดโคกพิกุล 

 อำเภอหัวไทร  เช่นเดียวกับหลวงปู่  ได้เล่าให้ท่านฟังว่า  มีพระอาจารย์เก่งทางวิปัสสนากรรมฐานและเวทมนต์คาถาอาคมเข้มคลังมากอยู่องค์หนึ่ง 22 ปีในการเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรของหลวงปู่จันทร์กับพระปั่นต้องบุกป่าฝ่าดงดึกดำบรรพ์และต้องผจญกับอุปสรรค์นานัปการ ทั้งสิงสาราสัตว์  

โรคภัยไข้เจ็บทำให้เกือบเอาชีวิตไม่รอดและยังได้พบกับพระอาจารย์ตามป่าตามถ้ำหลายรูปด้วยกัน  ซึ่งท่านก็ได้ขอศึกษาวิชาจากพระอาจารย์เหล่านั้นตลอดที่พบเช่นกัน

 

เสาะหาครูอาจารย์

ได้ฟังจากพระปั่นเช่นนั้น  ทำให้ท่านบังเกิดความอยากรู้อยากเห็นเพราะอยากศึกษาหาพระอาจารย์เก่งๆอยู่แล้ว  คือทางวิปัสสนากรรมฐานและเวทมนต์คาถา  

 

พระรูปที่พระปั่นพูดถึงก็คือ  “หลวงพ่อเอียด” วัดในเขียว  อำเภอพรหมคีรี  จังหวัดนครศรีธรรมราช  และหลวงปู่จันทร์  สุเมโธก็ได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ร่ำเรียนวิชาอยู่กับหลวงพ่อเอียด 2 พรรษา ซึ่งกล่าวได้เต็มเปี่ยมว่า  หลวงปู่จันทร์ได้ศึกษาทุกรูปแบบทุกวิชาที่หลวงพ่อเอียดอยู่จนครบ

 

ผจญเสือโคร่งและประจันหน้าควายป่า

 

หลังจากท่านได้อบรมสั่งสอนชาวบ้านกระเหรี่งแล้วท่านก็เดินถึงหมู่บ้านไทยใหญ่  ซึ่งมีอยู่ประมาณ   20  กว่าหลังคาเรือน  ท่านได้ปักกลดใกล้ๆ  กับหมู่บ้าน  ตอนเย็นหลังจากเสร็จจากการทำวัตรแล้ว  นายบ้านได้มาบอกท่านว่า    วันก่อนมีพระธุดงค์ผ่านมา  ถูกควายป่าฝูงใหญ่ไล่ขวิดจนมรณภาพทั้ง  3  รูป   

 หากพระคุณเจ้าทั้งสองจะธุดงค์ต่อไปขอให้อ้อมไปทางขวามือจะปลอดภัย   แต่เป็นทางข้างภูเขาต้องเดินอ้อมเอาหน่อย  ทางซ้ายมือจะมีฝูงควายป่าซึ่งมันดุร้ายมาก     ได้รับคำบอกเตือนเช่นนั้น  ท่านไม่ได้กล่าวอะไรนอกจากยิ้ม   แล้วก็อบรมสั่งสอนธรรมแก่ชาวบ้าน    ครั้นรุ่งเช้า  นายบ้านได้ตีเกราะบอกชาวบ้านให้นำอาหารมาถวายท่านทั้งสอง  เมื่อฉันเสร็จแล้วท่านได้ บริกรรมน้ำพระพุทธมนต์     

 และประพรมให้แก่ชาวบ้าน   เสร็จแล้วท่านก็ถอนกลดเดินธุดงค์ต่อไป   แต่ท่านทั้งสองกลับเดินไปทางซ้ายมือ  ซึ่งเป็นที่อยู่ของฝูงควายป่า     ชาวบ้านต่างร้องทัดทานกันเสียงหลง  ท่านได้บอกกับพวกเขาว่า  “โยมไม่ต้องเป็นห่วงอาตมารู้ตัวดีว่า  ชะตาตัวเองยังไม่ถึงฆาต”  แล้วท่านก็เดินจากไป    โดยมีสายตาชาวบ้านมองส่งด้วยความห่วงใยจนลับสายตา

              เมื่อท่านทั้งสองเดินเลียบมาถึงชายป่า พลันก็พบกับฝูงควายป่าร่วม  20 ตัว ท่านได้เริ่มท่องคาถา  “หัวใจกรณี”   ทันใดนั้นเองไอ้ควายที่เป็นหัวหน้าฝูงเหลือบมาเห็นเข้า มันได้ปรี่นำฝูงไล่ตามท่านมาทันที ขณะที่จะถึงพระธุดงค์ทั้งสองที่บังอาจล้ำดินแดนของมัน หลวงปู่จันทร์ท่านได้ปักกลดไว้ตรงหน้า  

     หยุดเดินทันใด     และบริกรรมคาถาหัวใจกรณี    พร้อมด้วยคาถานะจังงัง  เป็นที่น่าแปลกประหลาดยิ่งนักเมื่อมันนำฝูงมาถึงท่านทั้งสอง     กลับมีอาการหยุดตรึงอยู่กับที่เหมือนดั่งต้องมนต์สะกด  สักพักมันก็มีอาการสะบัดหางไปมา  และนำลูกฝูงถอยกลับไป

                การธุดงค์ของหลวงปู่จันทร์และพระปั่น  ท่านได้ท่องธุดงค์มาเรื่อยเพื่อจะกลับบ้านเกิด ทั้งผ่านป่าดงดิบ หมู่บ้านมอญมาทางด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี     กระทั่งมาถึงบ้านเกิด ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช        รวมเวลาทั้งสิ้น  22  ปี       แต่ว่าเมื่อท่าน กลับมาถึงวัดหลาแก้วได้ไม่นาน     

  ท่านทั้งสองก็ได้ล้มป่วยลง     พระปั่นนั้นมีอาการหนักมากจนมรณภาพไปในที่สุด  ส่วนหลวงปู่จันทร์ระหว่างอาพาธท่านไม่ยอมฉันอาหารตอนเย็น     แม้นว่าญาติโยมจะอ้อนวอนแล้วก็ตาม    และแม้ว่าจะเป็นข้อยกเว้นทางวินัยก็ตามที ท่านไม่ยอมแตะต้องเลย     อาการไข้จึงได้ทรุดลงตามลำดับ   

 ด้วยไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อต้านโรคภัย     จนที่สุดเมื่อเห็นว่าจะไม่ไหวท่านจึงยอมลาสิขาบทเพื่อออกมารักษาตัว   และจะได้กินข้าวในยามวิกาลได้โดยไม่ผิดพระธรรมวินัยหลวงปู่จันทร์ท่านได้ใช้เวลาพักฟื้นตัวอยู่ถึง  2  ปีทีเดียว อาการถึงได้ทุเลาขึ้น     ด้วยเป็นเพราะตรากตรำออกธุดงค์นานเกินไปนั่นเอง    และเมื่อท่านหายีแล้ว ท่านจึงรีบเข้าอุปสมบทใหม่อีกครั้ง  

 ดังคำที่ตนยอมอุทิศให้เป็นพุทธบูชา  การบวชครั้งที่สองนี้เป็นเวลาที่ท่านมีอายุได้  48   ปี  โดยมีพระครู วิเชียรรัตนากร     วัดปากเชียร  อ.เชียรใหญ่    จ.นครศรีธรรมราช  เป็นพระอุปัชฌาย์,  พระอธิการลำใย   เป็นพระกรรมวาจาจารย์ท่านได้อุปสมบท  ณ  พัทธสีมา  วัดปากเชียร  พ.ศ.2491      

หลังจากบวชแล้วท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดปากเชียร  1 พรรษา     พอออกพรรษาท่านก็ได้ออกธุดงค์ต่อไป    กระทั่งเดินจาริกมาพบวัดทุ่งเฟื้อ   ซึ่งตอนนั้นมีสภาพเป็นวัดร้าง  แต่ก่อนที่จะมาถึงวัดทุ่งเฟื้อนั้น

           ครั้งหนึ่งท่านได้ธุดงค์ไปแถบจังหวัดพัทลุง      ได้ปักกลดพำนักอยู่ที่ป่าช้าแห่งหนึ่งข้างทะเลสาบลำปำ    สันนิษฐานว่าเป็นวัดป่าลิไลยก์   ตำบลลำปำ   จังหวัดพัทลุง    ในปัจจุบัน    หลังจากท่านเดินจงกรมภาวนาพอสมควรแล้วก็ได้นั่งทำสมาธิต่อซึ่งเป็นเวลาย่ำค่ำพอดี     ขณะที่จิตค่อย ๆ   

 สงบลงแล้วสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แจ่มใสรู้สึกอิ่มเอิบจิตถึงจุดสงบดีแล้ว      พลันเหตุการณ์อัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น      ทำให้เห็น “อักขระ” แบบภาษาขอมลอยเห็นขึ้นเด่นชัดแจนจากริมทะเลสาบ    อักขระนั้นลอยอยู่ท่ามกลางอากาศ    ท่านก็กำหนดอักขระเหล่านั้นมาพิจารณา

 แล้วทำอุบายเพ่งเป็นกสิณ    โดยอาศัยอักขระโบราณที่ปรากฏมาเป็นนิมิตหมายแห่งการบำเพ็ญเพ่งเป็นองค์กสิณยิ่งนานความสงบยิ่งแนบแน่นขึ้นโดยลำดับ   

  การเป็นผู้ชำนาญในการเข้าออกหรือเพ่งกสินนับได้ว่าหลวงปู่จันทร์ท่านมีความแก่กล้าในอำนาทจิตและว่องไวมากในสมถะกัมมัฏฐานท่านยกระดับจิตได้แล้วในชั้นณาน 4 โดยอาศัยการเพ่งอักขระโบราณที่ปรากฏลอยเด่น   ทั้ง ๆ ลืมตาแบบธรรมดานี่เอง

 

    สู่วัดทุ่งเฟื้อ

            ในปี พ.ศ.2491 หลวงปู่จันทร์สุเมโธ ท่านก็ได้เดินธุดงค์มาถึงวัดทุ่งเฟื้อท่านก็ปักกลดบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ที่นี่ด้วยเห็นว่าเหมาะแก่การวิเวกยิ่งนักซึ่งขณะนั้นสภาพวัดทุ่งเฟื้อรกร้างไร้ซึ่งพระจำพรรษาและทรุดโทรม    ชาวบ้านเห็นพระมาปักกลดและเห็นปฏิปทาของท่าน   จึงได้นิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำเสียที่นี่

ด้วยจะเป็นผลบุญของชาวบ้านหรือเช่นไรหลวงปู่จันทร์จึงรับคำนิมนต์ของชาวบ้านและท่านก็เริ่มพัฒนาวัดทุ่งเฟื้อ   โดยมีชาวบ้านให้ความร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มกำลัง    สร้างศาลาโรงธรรม   หอระฆัง   อุโบสถ   และกุฏิสงฆ์ขึ้นตามลำดับ   

 ถึงเทศกาลเข้าพรรษา   มีชาวบ้านนำบุตรหลานมาบรรพชาและอุปสมบทปีละ  4-5 รูป   พระเณรตลอดถึงอุบาสกอุบาสิกาต่างตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยการชี้แนะของหลวงปู่     หลวงปู่จันทร์   สุเมโธ   อยู่ครองวัดทุ่งเฟื้อเรื่อยมาจนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส

            สมัยหลวงปู่จันทร์   ยังมีชีวิตอยู่นั้น     มีชาวบ้านและพระภิษุต่างเมืองมาฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านกันมากเพื่อศึกษาตำราพิชัยสงคราม   ไสยศาสตร์     โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องวิชาคงกระพันชาตรีแคล้วคลาด     มหาอุด    แต่งคน     ที่ถือว่าเป็นวิชาสุดยอดของหลวงปู่

                 คงกระพัน     กล่าวกันว่าหลวงปู่จันทร์       มีวิชาที่ว่าด้วยการอยู่ยงคงกระพันต่ออายุทั้งปวง     หรือที่เรียกกันว่าหนังเหนียวนั่นเอง   

  ไม่ว่าจะทิ่มแทง     ยิง    ฟัน    อย่างไรก็ไม่ระคายผิว     ถ้าจะฆ่าให้ตายต้องใช้หอกหรือดาบแทงสวนทวารหนักถึงจะตายได้

                 ชาตรี       เป็นวิชาที่ไม่เหมือนกับวิชาคงกระพัน     ชาตรีเป็นเรื่องของการทำให้ร่างกายคงทนต่ออาวุธ    ทำให้ตัวเบา     อาวุธต่างๆ    ที่มากระทบตัวก็เบาไปหมด     ผู้ที่ได้วิชานี้จากหลวงปู่ไป    จะกระโดดได้สูงกว่าสามวาก็มี

                  แคล้วคลาด      นับว่าเป็นวิชาสุดยอดของหลวงปู่จันทร์    และมีคุณค่าเหนือกว่าวิชาคงกระพันชาตรี    วิชานี้สามารถทำให้ร่างกายพ้นจากอาวุธต่างๆได้   ใครจะยิง   แทง  ฟัน  อย่างไรก็ไม่มีทางถูกร่างกายได้เลย

                  มหาอุด     วิชานี้หลวงปู่จันทร์ท่านจะประสิทธิ์ประสาทวิชาอาคมให้เฉพาะศิษย์เอกเท่านั้น     ส่วนบุคคลภายนอกถงมีก็น้อยมาก

                  แต่งคน   เป็นวิชาที่หลวงปู่จันทร์จะถ่ายทอดให้แต่เฉพาะลูกศิษย์ที่เป็นทหารเท่านั้น    เพื่อใช้คุ้มครองตนเองเวลาออกศึกสงคราม   

  

นั่งสมาธิมรณภาพ

                ในคืนวันที่ 9 พฤจิกายน พ.ศ.2532 หลวงปู่ได้นั่งสมาธิท่านภาวนาตั่งแต่หัวค่ำด้วยอิริยาบทอันสงบ แม้อาการป่วยจะเบียดเบียนมาตลอดท่านก็ไม่ละทิ้งเรื่องภาวนาตลอดคืนจนได้เวลา 05.00 น. อันเป็นเวลาใกล้สว่างหลวงปู่ได้ให้ลูกศิษย์พยุงกายท่านให้ลุกขึ้น    เพราะท่านนั่งสมาธิมาตั้งแต่หัวค่ำเรี่ยวแรงก็ถดถอยลงตามลำดับ     ครั้นศิษย์ได้พยุงท่านขึ้นแล้ว   ท่านได้เปลี่ยนสบง   จีวรสังฆาฎิใหม่หมด     เสร็จแล้วท่านได้บอกศิษย์ประคองท่านให้นั่งลงทำสมาธิต่อไป  

  หลังจากฉันอาหารแล้ว   ท่านก็หลับตาเข้าสมาธิต่อพร้อมทั้งสั่งให้ศิษย์จุดเทียนไว้ตรงหน้าท่าน 1 เล่ม ทั้งไม่ให้ใครมาส่งเสียงรบกวนในที่นั้นซึ่งเป็นการทำสมาธิครั้งสุดท้ายของท่าน จนถึงเวลา 08.30น.บรรดาลูกศิษย์ที่เฝ้าดูอาการของหลวงปู่อยู่    เห็นผิดสังเกตเพราะศรีษะของท่านโน้มเอียงลงมาเล็กน้อย    ซึ่งปกติท่านจะนั่งตัวตรงไม่ไหวติง    ศิษย์ที่เคยอยู่ใกล้ท่านย่อมรู้ดี    แต่คราวนี้ผิดปกติยิ่งนักจึงพากันเข้าไปดูใกล้ๆ    จึงได้ทราบว่าท่านมรณภาพเสียแล้ว    ซึ่งตรงกับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2532 รวมศิริอายุของหลวงปู่ได้ 89 ปี

                นับจากอดีตถึงปัจจุบัน     หากพูดถึงเรื่องอิทธิมงคลวัตถุแล้ว     บรรดาเกจิอาจารย์ต่างๆ     น้อยรูปที่จะถึงพร้อมองค์ประกอบในเรื่องตำราพิชัยสงคราม      หนึ่งในจำนวนน้อยย่อมมีหลวงปู่จันทร์   สุเมโธ   อยู่ด้วยแน่นอนเพราะยามวัดทุ่งเฟื้อมีงานครั้งใด     ผู้คนนับพันต่างพากันมาเติมวัดไปหมดด้วยเพราะเขาต่างพากันเชื่อถือและเชื่อมั่นศรัทธาในความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่นั่นเอง       แม้เดี๋ยวนี้ก็ตามทีเถิด    ต่างก็มีผู้แสวงหาวัตถุมงคลของหลวงปู่เสมอ  

  โดยเฉพาะเหรียญรุ่น   1      ที่สร้างเมื่อปี    พ.ศ.2513 สร้างเพียง    3,000     เหรียญเท่านั้นนับว่าหายากมากคนที่มีไว้ต่างก็หวงแหนยิ่งนัก

                 นอกจากเหรียญรุ่น   1   ที่สร้างในปี   พ.ศ.2513    แล้ว     ท่านได้สร้างพระผงขึ้นอีก   2   พิมพ์    คือ    พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก     ด้วยว่าน    108   ผสมดินกากยายักษ์และผงเหล็กไหลคลุกกับน้ำมันกลิ้ง     ปลุกเสกพร้อมกับเหรียญรุ่นแรก    จำนวนพระผงที่สร้างทั้ง   2   พิมพ์นั้น   จำนวนรวมกันแล้วประมาณ   1,000   องค์    พระผงดังกล่าว   พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช    เล่าว่ามีพุทธคุณทางคงกระพันเป็นเลิศ

   ปัจจุบันค่อนข้างจะหายาก     เมื่อคราว  บ.ก.บริหารลานโพธิ์    คุณสุธน   ศรีหิรัญและคุณวรศักดิ์    อดิเทพวรพันธ์   (เถ้าแก่หว่า)     เดินทางไปพบท่านครั้งแรกพร้อม    พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช พระผงดังกล่าวมีเหลืออยู่เล็กน้อยท่านนำมาแจกจ่ายให้ได้รับโดยทั่วกัน

                    ด้วยความศัรทธาพ่อท่านจันทร์ซึ่งขณะนั้นสุขภาพกำลังอ่อนแอไม่มีคนดูแลทั้งยังไม่มีคนรู้จักมากนัก    คุณวรศักดิ์    อดิเทพวรพันธ์   จึงส่งคนไปดูแลและจัดอาหารถวายท่านประจำทุกวันจนร่างกายแข็งแรงดี    คุณสุธน   ศรีหิรัญ    นำเรื่องท่านมาเขียนลงลานโพธิ์หลายปีก่อน  

 

 คุณวรศักดิ์   อดิเทพวรพันธ์  (เถ้าแก่หว่า)  เอาแผ่นทองคำ   เงิน   ทองแดง     ไปให้ท่านลงอักขระเลขยันต์แล้วนำไปสร้างเหรียญรุ่น   2    ซึ่งสร้างอย่างพิถีพิถัน      ทั้งเนื้อโลหะผสมยันต์ที่ท่านเขียนด้วยมือ     และมอบให้ท่านปลุกเสกตลอดไตรมาส    มีเนื้อทองคำ    20   เหรียญ    เนื้อเงิน   100   เหรียญ    เนื้อทองแดงผสม    3,000   เหรียญ      ขณะปลุกเสกในโบสถ์   บางวันมีคนเห็นร่างสูงท่วมโบสถ์ลักษณะนั่งสมาธิ    บางวันมีคนเห็นแสงสว่างนวลลอยออกมาจากพระประธานลงมาที่กล่องใส่เหรียญ

    เหรียญรุ่นสองนี้เป็นเหรียญครึ่งองค์ฝีมือแกะงดงามมีศิลปะดีมาก     ปัจจุบันค่อนข้างหาได้ยากคุณวรศักดิ์ได้ให้คนทำบุญแล้วเอาเงินถวายท่านทั้งหมด     โดยไม่หักค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดทั้งสิ้น    (ข้อมูลส่วนนี้ได้รับจากคุณสุธน   ศรีหิรัญ)

                   แต่สำหรับวัตถุมงคลอื่นๆ ยังคงมีหาได้อยู่     โดยเฉพาะรูปหล่อเหมือน   5   นิ้ว   ซึ่งสร้างเมื่อ   พ.ศ.2528   หลวงปู่ได้ปลุกเสกเดี่ยว      

 

ประสบการณ์และอภินิหาร

ประสบการณ์และอภินิหาร 
ประวัติประสบการณ์และอภินิหารและ กฤดาภินิหาร ของหลวงพ่อ จันทร์ สุเมโธ 
More
 
 
   
เหรียญ “ ภปร.” พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง อ.ร่อนพิบูลย์
 
 
เหรียญ “ ภปร.” พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง อ.ร่อนพิบูลย์
โดยวิจิตร ปิยะศิริโสฬส (แพะ สงขลา)

!!!!!เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่น 3 มีกี่พิมพ์กันแน่?????
 
 
โดย...วิจิตร ปิยะศิริโสฬส (แพะ สงขลา)

เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ที่ท่านพระครูวิสัยโสภณ(อาจารย์ทิม ธมฺมธโร)
เจ้าอาวาสวัดช้างให้ได้จัดสร้างขึ้นในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นมีมากมายหลายรุ่นหลายพิมพ์
ในบรรดาเหรียญทั้งหมดที่ท่านอาจารย์ทิมสร้างนั้น ท่านสร้างเหรียญรุ่น 3 จำนวนมากที่สุดและ
มีพิมพ์มากที่สุด อีกทั้งเป็นเหรียญที่มีประสบการณ์มากมายที่สุดและเป็นที่ยอมรับในวงการพระเครื่อง
พระบูชาไทย

รวบรวมวัตถุมงคลของพ่อท่านเขียว
 
 
ไม่ได้นำเสนอโดยนำมาแอบอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือชี้แนะว่าเก๊หรือแท้ แต่ขอให้เป็นแนวทาง
ในการเสาะแสวงหาของวัตถุงมงคลของพ่อท่านเขียวมาครอบครองจะดีกว่านะครับ
รูปภาพทั้งหมดที่นำมาลงล้วนเป็นของท่านที่มีชื่อเสียงและมีต้นทุนทางด้านสังคมทั้งนั้น
จึงขอขอบคุณมาณที่นี่ด้วย


   

   

   
« พฤษภาคม2555 »
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

   

   
ไม่พบข้อมูล

   
อีเมล์ของคุณ :
 สมัคร    ยกเลิก

 
 

POWERED BY CHAIYO READY WEB
LEADER IN READY TEMPLATE SERVICE