
หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งเฟื้อ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช
ประวัติวัดทุ่งเฟื้อ
วัดทุ่งเฟื้อ ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ตำบลสวนหลวง อำเภอเชียรใหญ่
จังหวัดนครศรีธรรมราช สันนิฐานว่าคงสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย วัดนี้เคยมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่มาก เหตุเพราะอยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่ ต่อมาได้รกร้างลงไปนับเกือบร้อยปีเลยทีเดียว ทำให้วัดมีสภาพเป็นป่ารกชัฏ เป็นที่อาศัยของสิงสาราสัตย์
ต่อมาภายหลังได้มีหลวงพ่อตุกติกเดินธุดงค์มาและได้ปักกลดอยู่ที่นี้ท่านได้ทำการพัฒนาวัดโดยถากถางป่าบริเวณอุโบสถ พร้อมกับสร้างกุฏิอาศัยท่านอาศัยอยู่ประจำพรรษาจนกระทั้งมรณภาพ วัดทุ่งเฟื้อ จึงสร้างพระอยู่อาศัยอีกครั้งหนึ่ง กระทั้งชาวบ้านได้ร่วมกันไปนิมนต์หลวงพ่อคง มาจากวัดพัทธสีมา อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช นี่เอง ให้มาปกครองวัด อันหลวงพ่อคงรูปนี้ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระอุปัชฌาย์ชูเฒ่าบทไป ทำให้วัดต้องร้างลงไปอีกครั้ง
กระทั้งถึงปี พ.ศ.2491 ก็ได้มีพระภิกษุรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำคล้ำเดินธุดงค์มาปักกลด ด้วยเห็นว่าสถานที่นี้เหมาะแก่การบำเพ็ญวิปัสนากรรมฐานยิ่งนัก ด้วยปฏิปทาจริยวัตรของท่าน ทำให้เป็นที่ร่ำลือเกิดความเสื่อมใสแก่ชาวบ้านยิ่งนัก ต่างพร้อมใจกราบขอร้องท่านให้อยู่ประจำที่วัดทุ่งเฟื้อ และท่านก็ได้ตกปากรับคำชาวบ้านโดยแท้ เพระต่อมาชาวบ้านต่างได้ประจักษ์ถึงความมีอาคมตลอดถึงอภินิหารของท่านกันอย่างถ้วนทั่วสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ และมรณภาพไปแล้วก็ตาม พระภิกษุรูปนั้นคือ หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ นั่นเอง
เทพเจ้าแห่งเชียรใหญ่
หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ มีชื่อเดิมว่า นายจันทร์ นามสกุล ทองแก้ว เป็นชาวบ้านวัดลาแก้ว อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดวันที่18 พฤษภาคม พ.ศ.2443 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด บิดามารดาชื่อนายเขียว และนางพุดแก้ว ทองแก้ว หลวงปู่เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 4 คน ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพทำน าและทำสวนเป็นหลัก

หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งเฟื้อ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช
ชีวิตในเยาว์วัยของหลวงปู่ เล่ากันว่าท่านเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายจึงทำให้เป็นที่รักใคร่ของบิดามารดามาตลอดถึงญาติพี่น้องยิ่งนัก พอท่านอายุได้ 9 ขวบ บิดามารดาได้พาไปฝากเรียนหนังสือที่วัดหลาแก้วกับท่านพระครูสังฆรักษ์ เจ้าอาวาสวัดหลาแก้วสมัยนั้น ท่านได้เล่าเรียน กอ ขอ นอโม และอักษรขอมทั้งวิ๙คิดเลขได้อย่างคล่องแคล้วชำนาญแล้ว จึงได้ออกมาอยู่บ้านช่วยบิดามารดาทำนาทำสวนแต่ท่านก็หาได้ละทิ้งวิชาที่ได้เล่าเรียนมาแต่อย่างใดไม่ เมื่อว่างจากงานบ้านแล้ว มักจะเข้าไปที่วัดหลาแก้วเป็นประจำเพื่อศึกษาทบทวนตำรับตำราและยังศึกษาวิชาไสยศาตร์และวิชาพิชัยสงคราม ซึ่งหลวงปู่จะสนใจเป็นพิเศษ พร้อมนั้นท่านก็ได้พยายามเรียนอักษรขอม หัดเขียนอักขระขอมและสูตรเลขลงยันต์ ซึ่งฝึกหัดกํบท่านพระครูสังฆรักษ์เสียเป็นส่วนใหญ่
สู่ร่มกาสาวพัสตร์
พออายุท่านได้ 20 ปีบริบูรณ์ก็ได้อูปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหลาแก้วโดยมี พระครูพนัง ศรีวิสุทิพุทธิภัคดีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แห่งวัดหลาแก้ว เป็นพระกรรมมาจาจารย์ได้รับนามชายาว่า “สุเมโธ” เมื่อบวชแล้วท่านได้จำพรรษาที่วัดหลาแก้วนี้เอง อยู่รับใช้ปรนนิบัติวัฏฐานพระครูสังฆรักษ์ผู้เป็นอาจารย์ พร้อมได้ศึกษาในด้านคันถธุระ ศึกษาพระธรรมวินัย จากตารางท่องบนได้เป็นเลิศและได้เรียนนักธรรมจนสอบนักธรรมชั้นตรีได้ จากนั้นท่านจึงได้ดินทางเข้าเมืองนครศรีธรรมราช ทำให้ท่านได้พบกับพระที่มาศึกษาเล่าเรียนจากต่างถิ่นมีอยู่องค์หนึ่งชื่อ “พระปั่น” มาจากวัดโคกพิกุล อำเภอหัวไทร เช่นเดียวกับหลวงปู่ ได้เล่าให้ท่านฟังว่า มีพระอาจารย์เก่งทางวิปัสสนากรรมฐานและเวทมนต์คาถาอาคมเข้มคลังมากอยู่องค์หนึ่ง
22 ปีในการเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรของหลวงปู่จันทร์กับพระปั่นต้องบุกป่าฝ่าดงดึกดำบรรพ์และต้องผจญกับอุปสรรค์นานัปการ ทั้งสิงสาราสัตว์ โรคภัยไข้เจ็บทำให้เกือบเอาชีวิตไม่รอดและยังได้พบกับพระอาจารย์ตามป่าตามถ้ำหลายรูปด้วยกัน ซึ่งท่านก็ได้ขอศึกษาวิชาจากพระอาจารย์เหล่านั้นตลอดที่พบเช่นกัน
เสาะหาครูอาจารย์
ได้ฟังจากพระปั่นเช่นนั้น ทำให้ท่านบังเกิดความอยากรู้อยากเห็นเพราะอยากศึกษาหาพระอาจารย์เก่งๆอยู่แล้ว คือทางวิปัสสนากรรมฐานและเวทมนต์คาถา พระรูปที่พระปั่นพูดถึงก็คือ “หลวงพ่อเอียด” วัดในเขียว อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช และหลวงปู่จันทร์ สุเมโธก็ได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ร่ำเรียนวิชาอยู่กับหลวงพ่อเอียด 2 พรรษา ซึ่งกล่าวได้เต็มเปี่ยมว่า หลวงปู่จันทร์ได้ศึกษาทุกรูปแบบทุกวิชาที่หลวงพ่อเอียดอยู่จนครบ
ผจญเสือโคร่ง
หลังจากท่านได้อบรมสั่งสอนชาวบ้านกระเหรี่งแล้วท่านก็เดินถึงหมู่บ้านไทยใหญ่ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 กว่าหลังคาเรือน ท่านได้ปักกลดใกล้ๆ กับหมู่บ้าน ตอนเย็นหลังจากเสร็จจากการทำวัตรแล้ว นายบ้านได้มาบอกท่านว่า วันก่อนมีพระธุดงค์ผ่านมา ถูกควายป่าฝูงใหญ่ไล่ขวิดจนมรณภาพทั้ง 3 รูป หากพระคุณเจ้าทั้งสองจะธุดงค์ต่อไปขอให้อ้อมไปทางขวามือจะปลอดภัย แต่เป็นทางข้างภูเขาต้องเดินอ้อมเอาหน่อย ทางซ้ายมือจะมีฝูงควายป่าซึ่งมันดุร้ายมาก ได้รับคำบอกเตือนเช่นนั้น ท่านไม่ได้กล่าวอะไรนอกจากยิ้ม แล้วก็อบรมสั่งสอนธรรมแก่ชาวบ้าน
ครั้นรุ่งเช้า นายบ้านได้ตีเกราะบอกชาวบ้านให้นำอาหารมาถวายท่านทั้งสอง เมื่อฉันเสร็จแล้วท่านได้ บริกรรมน้ำพระพุทธมนต์ และประพรมให้แก่ชาวบ้าน เสร็จแล้วท่านก็ถอนกลดเดินธุดงค์ต่อไป แต่ท่านทั้งสองกลับเดินไปทางซ้ายมือ ซึ่งเป็นที่อยู่ของฝูงควายป่า ชาวบ้านต่างร้องทัดทานกันเสียงหลง ท่านได้บอกกับพวกเขาว่า “โยมไม่ต้องเป็นห่วงอาตมารู้ตัวดีว่า ชะตาตัวเองยังไม่ถึงฆาต” แล้วท่านก็เดินจากไป โดยมีสายตาชาวบ้านมองส่งด้วยความห่วงใยจนลับสายตา
ประจันหน้าควายป่า
เมื่อท่านทั้งสองเดินเลียบมาถึงชายป่า พลันก็พบกับฝูงควายป่าร่วม 20 ตัว ท่านได้เริ่มท่องคาถา “หัวใจกรณี” ทันใดนั้นเองไอ้ควายที่เป็นหัวหน้าฝูงเหลือบมาเห็นเข้า มันได้ปรี่นำฝูงไล่ตามท่านมาทันที ขณะที่จะถึงพระธุดงค์ทั้งสองที่บังอาจล้ำดินแดนของมัน หลวงปู่จันทร์ท่านได้ปักกลดไว้ตรงหน้า หยุดเดินทันใด และบริกรรมคาถาหัวใจกรณี พร้อมด้วยคาถานะจังงัง เป็นที่น่าแปลกประหลาดยิ่งนักเมื่อมันนำฝูงมาถึงท่านทั้งสอง
กลับมีอาการหยุดตรึงอยู่กับที่เหมือนดั่งต้องมนต์สะกด สักพักมันก็มีอาการสะบัดหางไปมา และนำลูกฝูงถอยกลับไป
การธุดงค์ของหลวงปู่จันทร์และพระปั่น ท่านได้ท่องธุดงค์มาเรื่อยเพื่อจะกลับบ้านเกิด ทั้งผ่านป่าดงดิบ หมู่บ้านมอญมาทางด่านเจดีย์สามองค์จังหวัดกาญจนบุรี กระทั่งมาถึงบ้านเกิด ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมเวลาทั้งสิ้น 22 ปี แต่ว่าเมื่อท่าน กลับมาถึงวัดหลาแก้วได้ไม่นาน ท่านทั้งสองก็ได้ล้มป่วยลง พระปั่นนั้นมีอาการหนักมากจนมรณภาพไปในที่สุด ส่วนหลวงปู่จันทร์ระหว่างอาพาธท่านไม่ยอมฉันอาหารตอนเย็น แม้นว่าญาติโยมจะอ้อนวอนแล้วก็ตาม และแม้ว่าจะเป็นข้อยกเว้นทางวินัยก็ตามที ท่านไม่ยอมแตะต้องเลย อาการไข้จึงได้ทรุดลงตามลำดับ ด้วยไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อต้านโรคภัย จนที่สุดเมื่อเห็นว่าจะไม่ไหวท่านจึงยอมลาสิขาบทเพื่อออกมารักษาตัว และจะได้กินข้าวในยามวิกาลได้โดยไม่ผิดพระธรรมวินัยหลวงปู่จันทร์ท่านได้ใช้เวลาพักฟื้นตัวอยู่ถึง 2 ปีทีเดียว อาการถึงได้ทุเลาขึ้น ด้วยเป็นเพราะตรากตรำออกธุดงค์นานเกินไปนั่นเอง และเมื่อท่านหายีแล้ว ท่านจึงรีบเข้าอุปสมบทใหม่อีกครั้ง ดังคำที่ตนยอมอุทิศให้เป็นพุทธบูชา การบวชครั้งที่สองนี้เป็นเวลาที่ท่านมีอายุได้ 48 ปี โดยมีพระครู วิเชียรรัตนากร วัดปากเชียร อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการลำใย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ท่านได้อุปสมบท ณ พัทธ์สีมา วัดปากเชียร พ.ศ.2491 หลังจากบวชแล้วท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดปากเชียร 1 พรรษา พอออกพรรษาท่านก็ได้ออกธุดงค์ต่อไป กระทั่งเดินจาริกมาพบวัดทุ่งเฟื้อ ซึ่งตอนนั้นมีสภาพเป็นวัดร้าง แต่ก่อนที่จะมาถึงวัดทุ่งเฟื้อนั้น
ครั้งหนึ่งท่านได้ธุดงค์ไปแถบจังหวัดพัทลุง ได้ปักกลดพำนักอยู่ที่ป่าช้าแห่งหนึ่งข้างทะเลสาบลำปำ สันนิษฐานว่าเป็นวัดป่าลิไลยก์ ตำบลลำปำ จังหวัดพัทลุง ในปัจจุบัน หลังจากท่านเดินจงกรมภาวนาพอสมควรแล้วก็ได้นั่งทำสมาธิต่อซึ่งเป็นเวลาย่ำค่ำพอดี ขณะที่จิตค่อย ๆ สงบลงแล้วสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แจ่มใสรู้สึกอิ่มเอิบจิตถึงจุดสงบดีแล้ว พลันเหตุการณ์อัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น ทำให้เห็น “อักขระ” แบบภาษาขอมลอยเห็นขึ้นเด่นชัดแจนจากริมทะเลสาบ อักขระนั้นลอยอยู่ท่ามกลางอากาศ ท่านก็กำหนดอักขระเหล่านั้นมาพิจารณา แล้วทำอุบายเพ่งเป็นกสิณ โดยอาศัยอักขระโบราณที่ปรากฏมาเป็นนิมิตหมายแห่งการบำเพ็ญเพ่งเป็นองค์กสิณยิ่งนานความสงบยิ่งแนบแน่นขึ้นโดยลำดับ การเป็นผู้ชำนาญในการเข้าออกหรือเพ่งกสินนับได้ว่าหลวงปู่จันทร์ท่านมีความแก่กล้าในอำนาทจิตและว่องไวมากในสมถะกัมมัฏฐานท่านยกระดับจิตได้แล้วในชั้นณาน 4 โดยอาศัยการเพ่งอักขระโบราณที่ปรากฏลอยเด่น ทั้ง ๆ ลืมตาแบบธรรมดานี่เอง
สู่วัดทุ่งเฟื้อ
ในปี พ.ศ.2491 หลวงปู่จันทร์สุเมโธ ท่านก็ได้เดินธุดงค์มาถึงวัดทุ่งเฟื้อท่านก็ปักกลดบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ที่นี่ด้วยเห็นว่าเหมาะแก่การวิเวกยิ่งนักซึ่งขณะนั้นสภาพวัดทุ่งเฟื้อรกร้างไร้ซึ่งพระจำพรรษาและทรุดโทรม ชาวบ้านเห็นพระมาปักกลดและเห็นปฏิปทาของท่าน จึงได้นิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำเสียที่นี่ด้วยจะเป็นผลบุญของชาวบ้านหรือเช่นไรหลวงปู่จันทร์จึงรับคำนิมนต์ของชาวบ้านและท่านก็เริ่มพัฒนาวัดทุ่งเฟื้อ โดยมีชาวบ้านให้ความร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มกำลัง สร้างศาลาโรงธรรม หอระฆัง อุโบสถ และกุฏิสงฆ์ขึ้นตามลำดับ ถึงเทศกาลเข้าพรรษา มีชาวบ้านนำบุตรหลานมาบรรพชาและอุปสมบทปีละ 4-5 รูป พระเณรตลอดถึงอุบาสกอุบาสิกาต่างตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยการชี้แนะของหลวงปู่ หลวงปู่จันทร์ สุเมโธ อยู่ครองวัดทุ่งเฟื้อเรื่อยมาจนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส
สมัยหลวงปู่จันทร์ ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีชาวบ้านและพระภิกษุต่างเมืองมาฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านกันมากเพื่อศึกษาตำราพิชัยสงคราม ไสยศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องวิชาคงกระพันชาตรีแคล้วคลาด มหาอุด แต่งคน ที่ถือว่าเป็นวิชาสุดยอดของหลวงปู่
นั่งสมาธิมรณภาพ
ในคืนวันที่ 9 พฤจิกายน พ.ศ.2532 หลวงปู่ได้นั่งสมาธิท่านภาวนาตั่งแต่หัวค่ำด้วยอิริยาบทอันสงบ แม้อาการป่วยจะเบียดเบียนมาตลอดท่านก็ไม่ละทิ้งเรื่องภาวนาตลอดคืนจนได้เวลา 05.00 น. อันเป็นเวลาใกล้สว่างหลวงปู่ได้ให้ลูกศิษย์พยุงกายท่านให้ลุกขึ้น เพราะท่านนั่งสมาธิมาตั้งแต่หัวค่ำเรี่ยวแรงก็ถดถอยลงตามลำดับ ครั้นศิษย์ได้พยุงท่านขึ้นแล้ว ท่านได้เปลี่ยนสบง จีวรสังฆาฏิใหม่หมด เสร็จแล้วท่านได้บอกศิษย์ประคองท่านให้นั่งลงทำสมาธิต่อไป หลังจากฉันอาหารแล้ว ท่านก็หลับตาเข้าสมาธิต่อพร้อมทั้งสั่งให้ศิษย์จุดเทียนไว้ตรงหน้าท่าน 1 เล่ม ทั้งไม่ให้ใครมาส่งเสียงรบกวนในที่นั้นซึ่งเป็นการทำสมาธิครั้งสุดท้ายของท่าน จนถึงเวลา 08.30น.บรรดาลูกศิษย์ที่เฝ้าดูอาการของหลวงปู่อยู่ เห็นผิดสังเกตเพราะศีรษะของท่านโน้มเอียงลงมาเล็กน้อย ซึ่งปกติท่านจะนั่งตัวตรงไม่ไหวติง ศิษย์ที่เคยอยู่ใกล้ท่านย่อมรู้ดี แต่คราวนี้ผิดปกติยิ่งนักจึงพากันเข้าไปดูใกล้ๆ จึงได้ทราบว่าท่านมรณภาพเสียแล้ว ซึ่งตรงกับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2532 |